บทที่ 3 ทำไมต้องเป็นเธอทุกครั้ง
เมื่อเห็นแหวนของเธอบนนิ้วไพลิน ทิพย์พารักษ์ก็โกรธจนปรี่เข้าไปกระชากมืออีกฝ่าย แล้วดึงแหวนออกจากนิ้วทันที
“เธอไม่มีสิทธิ์สวมแหวนวงนี้” ทิพย์พารักษ์พูดกับไพลินด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ไพลินทำหน้าตาน่าสงสารแล้วหลบไปอยู่ข้างหลังอัศวิน “ทิพย์พารักษ์ ทำไมเธอถึงได้หยาบคายแบบนี้? มือของฉันเจ็บไปหมดแล้วนะ ยังไงเธอก็จะขายมันอยู่แล้ว ขายให้ฉันซะเลยไม่ดีกว่าเหรอ”
ทิพย์พารักษ์กำแหวนไว้ในมือ จ้องไพลินเขม็งแล้วพูดว่า “ขายให้เธอน่ะเหรอ? เธอมีสิทธิ์อะไร? คิดว่าตัวเองเป็นใคร? ฉันต่างหากที่เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา ส่วนเธอก็เป็นได้แค่เมียน้อยที่เขาเลี้ยงไว้”
สีหน้าของไพลินเสียไปในทันที เธอหวังว่าอัศวินจะช่วยรักษาหน้าเธอไว้ แต่เขากลับเอาแต่จ้องมองแหวนในมือของทิพย์พารักษ์
“คุณเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าจะเก็บแหวนวงนี้ไว้ตลอดไป? คุณกล้าขายมันจริง ๆ เหรอ?” อัศวินมองทิพย์พารักษ์ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธ
ทิพย์พารักษ์ลูบไล้แหวนแต่งงานในมือแล้วแค่นหัวเราะ จริงอยู่ที่เธอเคยพูดแบบนั้น แต่คำสาบานในชีวิตคู่ก็เหมือนฟองสบู่ ถึงจะสวยงามแค่ไหนใต้แสงอาทิตย์ แค่ใช้นิ้วแตะเบา ๆ ก็แตกสลายแล้ว
เหมือนกับคำปฏิญาณในวันแต่งงาน ไม่ว่าอีกฝ่ายจะยากจนหรือร่ำรวย สุขภาพดีหรือเจ็บป่วย คู่สามีภรรยาจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน แต่คนที่นอกใจก่อน คืออัศวิน
“คุณลืมไปแล้วหรือไง? พ่อของฉันยังนอนอยู่โรงพยาบาล ท่านต้องการเงิน! ตอนนี้ฉันแค่ขายแหวน ต่อไปฉันก็จะขายบ้านขายรถ คุณอยากจะซื้อมันทั้งหมดไปเลยไหมล่ะ?” ทิพย์พารักษ์มองอัศวินแล้วแค่นหัวเราะเบา ๆ
“ทิพย์พารักษ์ เธอพูดกับวินแบบนี้ได้ยังไง?” ไพลินลุกพรวดขึ้น ชี้หน้าทิพย์พารักษ์แล้วตะคอกเสียงดัง
ทิพย์พารักษ์เหลือบมองไพลินด้วยสายตาเย้ยหยัน “ถ้าฉันเป็นเธอนะ ฉันจะไม่มาตะโกนโหวกเหวกโวยวายอยู่ตรงนี้หรอก คนที่ทำลายชีวิตคนอื่น สิ่งที่ควรทำคือหดหัวอยู่ในกระดองเหมือนเต่า”
คำพูดของทิพย์พารักษ์ทำให้ไพลินสีหน้าเสีย เธอเหลือบมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าทุกคนกำลังจ้องมองเธอเหมือนกำลังดูละครฉากหนึ่ง ยิ่งทำให้ความโกรธในใจของเธอพุ่งสูงขึ้น
ทิพย์พารักษ์มองสีหน้าที่ย่ำแย่ของไพลินแล้วรู้สึกสะใจอย่างยิ่ง ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีนั้นเอง ความปวดท้องรุนแรงก็แล่นขึ้นมา พร้อมกับอาการหน้ามืด ก่อนที่เธอจะเซล้มลงกับพื้น
ขณะทิพย์พารักษ์กำลังจะล้มลง มือหนึ่งก็เข้ามาประคองเธอไว้ และเจ้าของมือนั้น ก็คืออัศวิน
“เธอเป็นอะไรไป?” อัศวินเอ่ยถาม
ทิพย์พารักษ์ยืนตัวตรงแล้วผลักอัศวินออกไป “เมื่อคืนฉันเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาลทั้งคืน คงจะพักผ่อนไม่พอน่ะค่ะ ตอนนี้จะหย่ากับฉันไหม? ถ้ายังไม่หย่า ฉันไปก่อนนะ”
ทิพย์พารักษ์ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นอัศวินพูดอะไร เธอจึงเดินออกจากร้านเครื่องประดับไปด้วยความผิดหวังเล็กน้อย
ความจริงแล้วเธออยากจะหย่ากับอัศวินมาก เพราะแบบนั้นเธอจะได้เงินสิบล้าน และไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป
หลังจากทิพย์พารักษ์เดินจากไป ไพลินก็จ้องมองอัศวินด้วยสายตาไม่พอใจเช่นกัน เธอเองก็หวังให้อัศวินหย่า เพื่อให้สถานะของเธอเลื่อนขึ้นเป็นภรรยาหลวง
อัศวินจ้องแผ่นหลังผ่ายผอมของทิพย์พารักษ์อยู่นาน ก่อนหันกลับไปพูดกับพนักงานร้านเครื่องประดับ “เอาเครื่องประดับคอลเลกชันใหม่ล่าสุดของที่นี่มาให้หมด”
‘ไหนว่าจะหย่ากันแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงไม่ตอบตกลงไปล่ะ หรือว่าในใจคุณยังคิดถึงนังนั่นอยู่?’ ไพลินจ้องแผ่นหลังของอัศวินอย่างไม่พอใจ ไม่กล้าพูดสิ่งที่คิด ได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึกไว้
หลังออกจากร้านเครื่องประดับ ทิพย์พารักษ์เรียกแท็กซี่ไปยังวิลล่าหลังหนึ่ง เพื่อไปหาคนที่เธอไม่อยากเจอ แต่เป็นคนเดียวที่อาจจะช่วยเธอได้
รถแท็กซี่จอดหน้าประตูวิลล่า สุภาพสตรีผู้สง่างามคนหนึ่งเดินออกมา เมื่อเห็นทิพย์พารักษ์ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจและดีใจ
“ลูกแม่ ในที่สุดลูกก็มาหาแม่!” อริสาวิ่งลงบันไดมาจับมือทิพย์พารักษ์ไว้แน่นด้วยความดีใจ
ทิพย์พารักษ์นิ่งเงียบไปนาน กว่าจะยอมเอ่ยคำว่า 'แม่' ออกมาเบา ๆ
ทิพย์พารักษ์ไม่เคยรู้สึกว่าการเรียกคำว่า 'แม่' จะยากขนาดนี้มาก่อน เพราะเธอไม่ได้เรียกคำนี้มานานหลายปีแล้ว
หลังพ่อแม่หย่ากัน เธอถูกเลี้ยงดูโดยพ่อ ส่วนแม่ไม่เคยไถ่ถามชีวิตของเธอเลย บางครั้งเธอถึงกับเกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองยังมีแม่อยู่
อริสายิ้มตื่นเต้น เธอจูงมือทิพย์พารักษ์เข้าไปในห้องนั่งเล่นของวิลล่า สั่งให้คนรับใช้ยกขนมและน้ำชามาเสิร์ฟ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ ทิพย์พารักษ์ “ครั้งนี้ลูกมาหาแม่มีเรื่องอะไรรึเปล่า? เรื่องตระกูลพัชราบูรณ์แม่ได้ยินมาบ้างแล้ว วางใจเถอะ แม่จะหางานดี ๆ ให้ลูก จะได้ไม่ต้องลำบากในอนาคต”
“หนูมาขอยืมเงินค่ะ ในเมื่อคุณแม่รู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้คุณพ่ออยู่โรงพยาบาล ต้องใช้เงินค่าผ่าตัด” ทิพย์พารักษ์เอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก
“ลูกวางใจเถอะ แม่รู้แล้ว ไม่ว่าลูกจะขอยืมเงินเท่าไหร่ ถ้าแม่มี แม่จะให้ลูกทั้งหมด” อริสาตบมือทิพย์พารักษ์เบา ๆ อย่างปลอบโยน
ทิพย์พารักษ์รู้สึกราวกับมีแสงสว่างส่องเข้ามาในชีวิต นับตั้งแต่ตระกูลพัชราบูรณ์ล้มละลาย เธอก็ไม่ได้สัมผัสกับความอบอุ่นแบบนี้มานานมากแล้ว ตอนนี้เธออยากจะโผเข้าสู่อ้อมกอดของแม่ แล้วร้องไห้ระบายความอัดอั้นทั้งหมดออกมา
แต่แล้วประตูก็เปิดออก คนสองคนที่คุ้นเคยจูงมือกันเดินเข้ามา
เมื่อทิพย์พารักษ์และคนทั้งสองสบตากัน ทุกคนต่างก็ตกตะลึง
อริสาจูงมือทิพย์พารักษ์แล้วแนะนำให้เธอรู้จัก “นี่คือไพลิน เป็นลูกสาวของลุงณัฐก่อนที่แม่จะแต่งงานกับเขา พวกหนูสองคนน่าจะมีเรื่องคุยกันเยอะ ส่วนคนที่อยู่ข้าง ๆ คืออัศวิน คู่หมั้นของไพลิน บริษัทของลุงณัฐที่เติบโตมาถึงวันนี้ ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณวินที่คอยช่วยเหลือ”
“ไพลิน แม่ขอแนะนำให้รู้จักนะ นี่คือทิพย์พารักษ์ ลูกสาวของแม่จากสามีคนก่อน ต่อไปนี้พวกหนูก็เป็นพี่น้องกันแล้วนะ” อริสากระตือรือร้นแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน แต่แล้วเธอก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอึดอัดที่ลอยอยู่ในอากาศ
“หนูไม่อยากเป็นพี่น้องกับผู้หญิงคนนี้” ทิพย์พารักษ์พูดเสียงเย็น ก่อนสะบัดมือออกจากอริสา
ไพลินเพิ่งรู้วันนี้เองว่าทิพย์พารักษ์คือลูกสาวของแม่เลี้ยงของเธอ เธอมองทิพย์พารักษ์ด้วยสายตาหยอกเย้า พลางคิดว่านี่คงเป็นเรื่องน่าสนุกไม่น้อย
ทิพย์พารักษ์รู้สึกว่าโชคชะตากำลังเล่นตลกกับเธอไม่หยุด นังสารเลวไพลิน ไม่เพียงแย่งสามีของเธอไป แต่ยังจะมาแย่งแม่ของเธอไปอีก
